ในยุคที่การดูแลรูปร่างและสุขภาพกลายเป็นเรื่องสำคัญ “การดูดไขมัน” หรือ Liposuction คือหนึ่งในทางเลือกที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ก้าวหน้า การกำจัดไขมันส่วนเกินด้วยวิธีนี้จึงมีมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาไขมันสะสมเฉพาะจุดที่ยากต่อการกำจัดด้วยการออกกำลังกายหรือควบคุมอาหารเพียงอย่างเดียว 

บทความนี้ AMARA จะพาไปทำความรู้จักกับการดูดไขมัน ตั้งแต่หลักการทำงาน ประเภท ข้อควรรู้ต่าง ๆ ไปจนถึงการดูแลตัวเองทั้งก่อนและหลังการทำ เพื่อให้สามารถตัดสินใจได้อย่างมั่นใจว่าการดูดไขมันเหมาะสมกับตนเองหรือไม่

เลือกอ่านตามหัวข้อที่สนใจ ได้ที่นี่เลยค่ะ

 Highlight

  • การดูดไขมันคือการกำจัดไขมันส่วนเกินผ่านรูเปิดขนาดเล็ก เหมาะสำหรับผู้ที่มีไขมันสะสมเฉพาะจุดที่ไม่สามารถกำจัดด้วยการออกกำลังกายหรือควบคุมอาหาร
  • AMARA มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยหลากหลายรูปแบบ ได้แก่ เครื่องดูดไขมันพลังน้ำ Water-jet, เครื่องดูดไขมันพลังคลื่นเสียง, เครื่องดูดไขมันพลังงานกล และ เครื่องดูดไขมันพร้อมกระชับผิวด้วยพลังงาน RF โดยแต่ละเทคโนโลยีเหมาะกับการรักษาที่แตกต่างกัน
  • ผู้ที่เหมาะสมกับการดูดไขมันคือผู้ที่มีน้ำหนักตัวคงที่ สุขภาพแข็งแรง และมีผิวหนังยืดหยุ่นดี ในขณะที่ผู้ที่มีโรคประจำตัวรุนแรง ตั้งครรภ์ หรือน้ำหนักไม่คงที่ไม่เหมาะกับการทำ
  • กระบวนการดูดไขมันประกอบด้วย 6 ขั้นตอนหลัก ได้แก่ การปรึกษาแพทย์ การเตรียมร่างกาย การให้ยาสลบ/ยาชา การฉีดน้ำยา tumescent การดูดไขมัน และการปิดแผลพร้อมใส่ผ้ากระชับ
  • การพักฟื้นใช้เวลาประมาณ 3 เดือนจึงจะเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน โดยผลลัพธ์จะอยู่ได้ถาวรหากมีการดูแลรักษาสุขภาพและควบคุมน้ำหนักอย่างต่อเนื่อง

ดูดไขมัน (Liposuction) คืออะไร?

การดูดไขมัน หรือ Liposuction คือหนึ่งในศาสตร์การทำหัตถการเพื่อกำจัดไขมันส่วนเกินออกจากร่างกาย โดยใช้เครื่องมือพิเศษสอดผ่านรูเปิดขนาดเล็กเพื่อดูดไขมันออก ซึ่งวิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีไขมันสะสมเฉพาะจุดที่ไม่สามารถกำจัดได้ด้วยการออกกำลังกายหรือควบคุมอาหาร เป็นอีกวิธีที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในปัจจุบัน

ดูดไขมัน คืออะไร

ดูดไขมันมีกี่แบบ?

การดูดไขมันสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทหลักตามเทคนิคที่ใช้ ได้แก่

  • Traditional Liposuction : การดูดไขมันแบบดั้งเดิมที่ใช้แรงดูดเพื่อกำจัดไขมัน
  • Power-Assisted Liposuction (PAL) : การดูดไขมันโดยใช้เครื่องมือที่มีการสั่นช่วยทำให้การกำจัดไขมันมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • Ultrasound-Assisted Liposuction (UAL) : การดูดไขมันด้วยการใช้คลื่นอัลตราซาวด์ช่วยสลายไขมันก่อนดูดออก

ดูดไขมันใช้เครื่องอะไรบ้าง?

ที่ AMARA มีทีมแพทย์ผู้ชำนาญการด้านการดูดไขมันพร้อมด้วยเครื่องมือและเทคโนโลยีที่ทันสมัย โดยมีเครื่องดูดไขมันที่พร้อมให้บริการดังนี้

Water-assist Liposuction

เครื่อง Water-assist Liposuctionโดดเด่นด้วยนวัตกรรมดูดไขมันด้วยพลังงานน้ำ ที่ใช้ระบบพลังงานน้ำแบบใบพัด (Fan Shape) ในการแยกเซลล์ไขมันอย่างนุ่มนวล โดยไม่ใช้ความร้อน ทำให้ได้เซลล์ไขมันคุณภาพสูงที่เหมาะสำหรับการนำไปเติมเต็มส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ผู้เข้ารับการรักษามีอาการบวมช้ำน้อยและฟื้นตัวเร็ว

Ultrasonic-assist Liposuction

เทคโนโลยีดูดไขมันด้วย Ultrasonic-assist Liposuction เป็นการดูดไขมันด้วยคลื่นอัลตราซาวด์ มีประสิทธิภาพสูงในการสลายไขมัน เหมาะสำหรับผู้ที่มีไขมันหนา ผู้ชาย หรือผู้ที่เคยดูดไขมันมาก่อนและมีพังผืด เน้นการปรับรูปร่างโดยไม่นำไขมันกลับมาใช้

Power-assist Liposuction

เทคโนโลยีดูดไขมันด้วยพลังงานกลของ Power-assist Liposuction ใช้การสั่นความถี่สูง 4,000 รอบต่อนาที ร่วมกับระบบสุญญากาศ เหมาะสำหรับตำแหน่งที่เข้าถึงยาก เช่น แผ่นหลัง หน้าท้องส่วนบน และน่อง สามารถสร้าง Sexy Line หรือปั้นเอวเอสได้อย่างแม่นยำ

RF-assist Liposuction

นวัตกรรมดูดไขมันด้วยRF-assist Liposuction ที่ใช้คลื่นความถี่วิทยุ RFAL ที่สลายไขมันพร้อมกระชับผิวด้วยความร้อนแบบ Bulk Heating สูงถึง 60 องศา กระตุ้นการหดตัวของเส้นใยใต้ผิวหนัง ทำให้ผิวกระชับและสัดส่วนเล็กลง

ตารางเปรียบเทียบเครื่องดูดไขมันประเภทต่าง ๆ

เทคโนโลยี หลักการทำงาน ประโยชน์ ตำแหน่งที่ทำได้ ระยะเวลาทำ ความเจ็บ ขนาดแผล ระยะเวลาพักฟื้น ระยะเวลาเห็นผล เหมาะกับใคร ราคา
Water-Assisted Liposuction (WAL) ใช้แรงดันน้ำเพื่อแยกเซลล์ไขมันออกจากกันอย่างอ่อนโยน – นำไขมันไปเติมต่อได้
– พักฟื้นได้สบายกว่า
– อักเสบน้อย
ลำตัว เช่น ท้อง เอว ต้นขา ต้นแขน แผ่นหลัง หัวเข่า 60-120 นาทีต่อตำแหน่ง 2/10เจ็บน้อยมาก 3-5 มิลลิเมตร 1-2 วันทำงานได้ตามปกติ
มีอาการปวดคล้ายหลังออกกำลังกายหนัก
2-4 สัปดาห์แรกเห็นผลเต็มที่ช่วง 2-6 เดือนหลังทำ – คนที่ต้องการนำไขมันไปเติมต่อ
– คนที่ไม่อยากพักฟื้นนาน
– คนที่มีปริมาณไขมันไม่มาก กลัวผิวเบิร์น
เริ่มต้น 39,000 บาท
Radiofrequency-Assisted Liposuction (RFAL) ใช้พลังงานคลื่นความถี่วิทยุในการสร้างความร้อนเพื่อให้เซลล์ไขมันแตกตัว – ช่วยยกกระชับผิวได้
– แผลค่อนข้างเล็กมาก
– มีเครื่องสองแบบ ขนาดเล็กสำหรับดูดไขมันตำแหน่งเล็ก และขนาดใหญ่สำหรับตำแหน่งใหญ่
ใบหน้าและลำตัว เช่น เหนียง หน้าท้อง นมน้อย ถุงใต้ตา กระเปาะแก้ม ปีกเสื้อใน หัวเข่า แขน ท้อง เอว ขา 30 นาทีต่อตำแหน่ง 2-6/10เจ็บแบบทนได้แต่บางตำแหน่งเจ็บน้อย 1-4 มิลลิเมตร
(ขึ้นอยู่กับหัวเครื่องที่เลือกใช้)
0-7 วัน
(ขึ้นอยู่กับเครื่องที่เลือกใช้)
1-2 สัปดาห์แรกเห็นผลเต็มที่ช่วง 3-6 เดือนหลังทำ – คนที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อยเล็กน้อย
– คนที่มีไขมันสะสมไม่เยอะมาก
เริ่มต้น 19,900 บาทขึ้นอยู่กับเครื่องที่เลือกใช้
Ultrasound-assisted Liposuction (UAL) ใช้พลังงานคลื่นเสียงอัลตร้าซาวด์สร้างความร้อนเพื่อให้เซลล์ไขมันแตกตัว – กำจัดไขมันที่หนาแน่นและมีปริมาณมาก ๆ ได้ดี ลำตัว เช่น ท้อง เอว ต้นแขน ต้นขา แผ่นหลัง หัวเข่า 45-60 นาทีต่อตำแหน่ง 5/10เจ็บแบบทนได้ 3-5 มิลลิเมตร 3-7 วันควรพักฟื้น งดทำงานหนัก อาการเจ็บคล้ายปวดกล้ามเนื้อ 1-2 สัปดาห์แรกเห็นผลเต็มที่ช่วง 3-6 เดือนหลังทำ – คนที่มีชั้นไขมันหนาหรือไซซ์ L ขึ้นไป
– คนที่มีความหนาแน่นของไขมันมาก
– คนที่มีเวลาพักฟื้น
เริ่มต้น 25,000 บาท
Power-assisted Liposuction (PAL) ใช้พลังงานกล จากการสั่นสะเทือนของเข็ม 4,000 รอบต่อนาทีเพื่อให้ไขมันแยกตัวออกจากัน – ช่วยกำจัดพังผืดใต้ผิวหนัง
– เก็บรายละเอียดในพื้นที่เล็ก ๆ ได้ดี
ใบหน้าและลำตัว (ขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์) ใช้ร่วมกับเครื่องอื่น ช่วยลดเวลาได้ 25% 5/10เจ็บแบบทนได้ 3-5 มิลลิเมตร 3-7 วันควรพักฟื้น งดทำงานหนัก อาการเจ็บคล้ายปวดกล้ามเนื้อ 1-2 วันแรก
เห็นผลเต็มที่ช่วง 1-2 เดือนหลังทำ
– คนที่มีพังผืดใต้ผิวหนังเยอะ
– คนที่กลัวผิวเบิร์น ผิวไหม้
– คนที่อยากลดการบวมช้ำ
ต้องใช้ร่วมกับเครื่องอื่น ๆ ราคาจึงขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของทางคลินิก
J Plasma ใช้พลังงานฮีเลียมพลาสมาร่วมกับพลังงานคลื่นความถี่วิทยุ กระชับผิว ณ อุณหภูมิ 85 องศาในระยะเวลา 0.04 วินาที – ใช้ร่วมกับการดูดไขมันแบบอื่น ๆ เพื่อกระชับผิว- แก้ปัญหาผิวหย่อนคล้องมากได้ดี ใบหน้าและลำตัว (ขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์) 30-60 นาทีต่อตำแหน่ง 1/10 2-4 มิลลิเมตร 1-2 วัน
ทำงานได้ตามปกติ
มีอาการปวดคล้ายหลังออกกำลังกายหนัก
ผิวหดตัวทันที 10-30%เห็นผลเต็มที่ช่วง 3-6 เดือนหลังทำ – คนที่มีผิวหนังหย่อนคล้อยระดับปานกลางจนถึงรุนแรง ต้องใช้ร่วมกับเครื่องอื่น ๆ ราคาจึงขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของทางคลินิก

เทคนิคการดูดไขมันมีกี่แบบ?

การดูดไขมันแบ่งออกเป็น 5 ประเภทหลักตามเทคนิคที่ใช้ โดยมีรายละเอียดดังนี้

1. การดูดไขมันแบบดั้งเดิม (Conventional Liposuction)

การดูดไขมันแบบดั้งเดิม (Conventional Liposuction หรือ Manual Liposuction) คือวิธีการดูดไขมันที่เน้นใช้แรงมือของแพทย์เป็นหลัก โดยในขั้นตอนการดูดไขมัน แพทย์จะใช้แคนนูลา (Cannula) สอดเข้าสู่ชั้นไขมันใต้ผิวหนัง และใช้แรงกระทุ้งเพื่อทำให้เซลล์ไขมันแตกตัว จากนั้นจึงใช้กระบอกฉีดยา (Syringe) ดูดไขมันออกมา 

อย่างไรก็ตาม การใช้แรงกระแทกในการทำลายเซลล์ไขมันนี้ อาจส่งผลกระทบต่อเนื้อเยื่อข้างเคียง รวมถึงเส้นเลือดและเส้นประสาทในบริเวณนั้น ส่งผลให้ผู้เข้ารับการรักษามักประสบกับความเจ็บปวดระหว่างทำหัตถการ และมีอาการบวม รอยช้ำที่ค่อนข้างรุนแรงในระยะพักฟื้น ด้วยข้อจำกัดเหล่านี้ จึงนำไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยีการดูดไขมันที่ทันสมัยขึ้นในปัจจุบัน

2. การดูดไขมันด้วยการใช้ท่อธรรมดา (SAL : Suction-Assisted Liposuction)

การพัฒนาเทคนิคการดูดไขมันได้รับการต่อยอดจากแนวคิดที่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพในหลายด้าน ทั้งการเพิ่มปริมาณไขมันที่สามารถดูดออกได้ การลดระยะเวลาในการทำหัตถการ การลดความเจ็บปวดระหว่างทำ และการรักษาเนื้อเยื่อข้างเคียงให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด 

จากแนวคิดนี้ จึงเกิดการพัฒนาเทคนิค Suction-Assisted Lipectomy (SAL) ที่มีการฉีดน้ำยาพิเศษเข้าสู่ชั้นใต้ผิวหนังก่อนทำการดูดไขมัน น้ำยานี้ประกอบด้วยยาชาเฉพาะที่และสารที่ช่วยให้หลอดเลือดหดตัว ซึ่งช่วยลดความเจ็บปวดและการฟกช้ำหลังทำหัตถการ ควบคู่กับการใช้เครื่องดูดสุญญากาศที่มีประสิทธิภาพสูง

ในขั้นตอนการทำ SAL แพทย์จะเริ่มจากการฉีดน้ำยาเข้าสู่ชั้นใต้ผิวหนัง จากนั้นจึงสอดท่อดูดสุญญากาศ พร้อมกับใช้เทคนิคการกระทุ้งอย่างควบคุมเพื่อทำให้เซลล์ไขมันแยกตัว โดยเซลล์ไขมันที่แตกตัวจะถูกดูดออกทันทีผ่านระบบสุญญากาศอัตโนมัติ ทำให้การดูดไขมันมีความแม่นยำและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

3. การดูดไขมันด้วยพลังงานกล (PAL : Power-Assisted Liposuction)

การดูดไขมันด้วยพลังงานกล (Power-Assisted Liposuction)  เป็นนวัตกรรมที่พัฒนาต่อยอดจากการดูดไขมันแบบดั้งเดิม โดยใช้หลักการสั่นความถี่สูงของแคนนูลาเพื่อทำให้เซลล์ไขมันแตกตัว ข้อดีของเทคนิคนี้คือสามารถดูดไขมันได้ในปริมาณมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ลดการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อข้างเคียงและผิวหนัง เนื่องจากการสั่นที่ความถี่เฉพาะจะส่งผลเฉพาะต่อเซลล์ไขมันเท่านั้น 

4. การดูดไขมันด้วยพลังงานคลื่นเสียงอัลตราซาวด์ (Ultrasonic Liposuction)

การดูดไขมันด้วยพลังงานอัลตราซาวด์ (Ultrasound-Assisted Liposuction) เป็นเทคโนโลยีที่ใช้คลื่นเสียงความถี่สูงในการสลายเซลล์ไขมัน โดยคลื่นเสียงจะถูกปล่อยออกมาในระดับความถี่เฉพาะที่มีผลต่อเซลล์ไขมัน ทำให้เกิดความร้อนที่พอเหมาะจนไขมันเปลี่ยนสถานะเป็นของเหลว ก่อนที่แพทย์จะทำการดูดออก

การทำหัตถการด้วยเทคนิคนี้ต้องอาศัยความชำนาญจากแพทย์ผู้ทำการรักษา เนื่องจากการควบคุมพลังงานที่ไม่เหมาะสมอาจทำให้หัวท่อปล่อยพลังงานสัมผัสกับผิวหนังโดยตรง ซึ่งอาจก่อให้เกิดแผลไหม้หรือพุพองได้ ปัจจุบันเทคโนโลยีนี้ได้รับการพัฒนาให้มีความปลอดภัยและแม่นยำมากขึ้น

5. การดูดไขมันด้วยพลังงานน้ำ (Water Jet Assisted Liposuction)

เทคโนโลยีการดูดไขมันที่ล้ำสมัยและนุ่มนวลที่สุดในปัจจุบันคือการดูดไขมันด้วยพลังงานน้ำ ซึ่งพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด “การดูดไขมันโดยไม่ทำลายเนื้อเยื่อข้างเคียง” 

หลักการทำงานของเครื่องดูดไขมันพลังน้ำนี้จะใช้แรงดันน้ำผสมยาชาและสารที่ทำให้หลอดเลือดหดตัว ฉีดเข้าสู่ชั้นไขมันด้วยแรงดันที่พอเหมาะ ส่งผลให้กลุ่มเซลล์ไขมันที่เกาะตัวกันคล้ายพวงองุ่นแยกตัวออกจากกันอย่างนุ่มนวล ข้อดีที่สำคัญคือไขมันที่ถูกดูดออกมายังคงมีความสมบูรณ์และมีชีวิต จึงสามารถนำไปใช้ในการเติมเต็มส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง

หัวดูดไขมันมีอะไรบ้าง?

หัวดูดไขมันที่ AMARA

หัวดูดไขมัน (Liposuction Cannulas) เป็นอุปกรณ์สำคัญที่ส่งผลต่อความสวยงามและความปลอดภัยในการรักษา นั่นจึงทำให้ AMARA clinic มีหัวดูดให้เลือกใช้ถึง 14 รูปแบบ เพื่อให้เหมาะสมกับแต่ละตำแหน่งและวัตถุประสงค์การรักษา ช่วยกำจัดไขมันได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยลดความเสี่ยงของผลข้างเคียง โดยสามารถแบ่งหัวดูดออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ดังนี้

1. Harvesting (หัวดูดไขมันสำหรับเก็บเซลล์ไขมัน)

หัวดูดไขมัน Harvesting

หัวดูดชนิดนี้ถูกออกแบบมาเพื่อการเก็บเซลล์ไขมันโดยเฉพาะ ด้วยการทำงานที่นุ่มนวล ช่วยให้แพทย์สามารถเก็บเซลล์ไขมันที่มีคุณภาพและยังคงมีชีวิตได้ในปริมาณมาก จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการนำไขมันไปใช้ในการเติมเต็มส่วนอื่นของร่างกาย โดยประกอบไปด้วย

  • Del Vecchio Track-12 Cannulas : หัวดูดที่มีประสิทธิภาพในการเก็บและดูดไขมันได้ถึง 270 องศา ทำให้เก็บเซลล์ไขมันได้อย่างทั่วถึง
  • Multi-Hole Cannulas : หัวดูดนวัตกรรมที่สามารถเก็บและดูดไขมันได้รอบทิศทาง 360 องศา เพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

2. Specialty (หัวดูดไขมันสำหรับซอกซอนในจุดที่เข้าถึงยาก)

หัวดูดไขมัน Specialty

หัวดูดประเภทนี้ออกแบบมาสำหรับบริเวณที่เข้าถึงได้ยาก เช่น คอ แผ่นหลัง น่อง และหน้าอก (โดยเฉพาะในผู้ที่มีภาวะเต้านมโต Gynecomastia) ด้วยรูปทรงที่เฉพาะ ช่วยให้แพทย์สามารถดูดไขมันได้อย่างแม่นยำโดยไม่กระทบต่อเส้นเลือดและเส้นประสาท ทำให้ได้ผลลัพธ์ที่สวยงามและปลอดภัย ซึ่งที่ Amara clinic มีด้วยกันถึง 5 รูปแบบ ได้แก่

  • Helixed Tri-Port III Cannulas : หัวดูดเฉพาะสำหรับการดูดไขมันหน้าอกในผู้ที่มีภาวะเต้านมโต (Gynecomastia) 
  • Spatula Cannulas : ออกแบบพิเศษสำหรับการดูดไขมันบริเวณคอและแผ่นหลัง
  • Flared Mercedes Cannulas : ช่วยในการปั้นและเหลาสัดส่วนให้สวยงามเป็นธรรมชาติ
  • Bent Cannulas : เหมาะสำหรับการเข้าถึงและปรับแต่งตำแหน่งที่ซับซ้อน
  • Turbo Cannulas : เพิ่มประสิทธิภาพในการดูดไขมัน ทำให้กระบวนการรักษารวดเร็วยิ่งขึ้น

3. High Definition (หัวดูดไขมันช่วยในการปั้นหุ่น สร้างไลน์กล้ามเนื้อ)

หัวดูดไขมัน High Definition (HD

หัวดูด HD เป็นอุปกรณ์เฉพาะสำหรับการปรับแต่งชั้นไขมันตื้น เหมาะสำหรับการสร้างกล้ามเนื้อหน้าท้อง (ซิกแพค) ร่องกล้ามท้องด้านข้าง (ร่อง 11) และการปรับรูปทรงหัวไหล่ ด้วยการออกแบบพิเศษที่ช่วยให้แพทย์สามารถสร้างมิติของกล้ามเนื้อได้อย่างเป็นธรรมชาติ ที่ AMARA clinic จึงเลือกใช้หัวดูด HD Cannulas เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่สมบูรณ์แบบแก่รูปร่างของคุณ

4. Extraction (หัวดูดไขมันใต้ผิวชั้นลึก)

หัวดูดไขมัน Extraction

หัวดูด Extraction มีประสิทธิภาพสูงในการกำจัดไขมันชั้นลึก ช่วยให้แพทย์สามารถดูดไขมันออกได้ในปริมาณมากโดยไม่ทำให้ผิวเป็นคลื่น เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลดปริมาณไขมันโดยไม่นำกลับมาใช้ ที่ AMARA clinic มีหัวดูดประเภทนี้ให้เลือกหลายรูปแบบ เพื่อให้แพทย์สามารถเลือกใช้ได้เหมาะสมกับแต่ละกรณี ซึ่งประกอบไปด้วย

  • Single-Port Cannulas : หัวดูดแบบ 90° สำหรับดูดไขมันทิ้งในพื้นที่ขนาดเล็ก มีความแม่นยำสูง
  • Mercedes Cannulas : หัวดูดที่สามารถดูดไขมันได้รอบทิศทาง 360° เหมาะสำหรับพื้นที่ทั่วไป
  • Double Mercedes Cannulas : หัวดูดแบบ 360° ที่ออกแบบพิเศษสำหรับบริเวณที่มีพังผืดหนา ช่วยให้ดูดไขมันได้มีประสิทธิภาพ
  • Mirrored Tri-Port II Cannulas : หัวดูดแบบ 270° ที่มีความบางพิเศษ สามารถสอดเข้าใต้ผิวหนังได้อย่างแม่นยำ
  • Tri-Port II Cannulas : หัวดูดแบบ 270° ที่ออกแบบให้สอดเข้าใต้ผิวหนังได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • Tri-Port III Cannulas : หัวดูดแบบ 90° ที่มีขนาดเล็กพิเศษ สามารถสอดเข้าใต้ผิวหนังได้อย่างแม่นยำ

ตารางเปรียบเทียบหัวดูดไขมัน

ประเภทหัวดูด ลักษณะเด่น ข้อดี ข้อเสีย เหมาะกับ
หัวดูดไขมันเก็บเซลล์ไขมัน
(Harvesting)
ออกแบบเพื่อเก็บไขมันโดยเฉพาะ ทำให้ได้เซลล์ไขมันที่ยังมีชีวิต – ทำงานอย่างนุ่มนวล ลดความเสียหายของเซลล์ ทำให้เซลล์ไขมันติดดีขึ้น
– รักษาคุณภาพเซลล์ไขมันได้ดี เหมาะสำหรับการนำไปเติมต่อ (Fat Grafting)
– เก็บไขมันได้รอบทิศทาง
– ใช้เวลาในการดูดไขมันมากกว่าหัวดูดทั่วไป- อาจไม่เหมาะกับการดูดไขมันในปริมาณมาก – การนำไขมันไปเติมต่อ
หัวดูดไขมันตำแหน่งเฉพาะ
(Specialty)
ออกแบบมาเพื่อเน้นการกำจัดไขมันส่วนเกินบริเวณตำแหน่งเล็ก ๆ ที่เข้าถึงยาก มีความแม่นยำ – เข้าถึงพื้นที่เล็กหรือซับซ้อนได้ดี เช่น คอ, แผ่นหลัง, หน้าอกผู้ชาย – ต้องใช้เทคนิคของแพทย์ในการควบคุมหัวดูดไขมัน- อาจใช้เวลาในการดูดนานขึ้นกว่าหัวดูดทั่วไป – การดูดไขมันตำแหน่งเล็ก ๆ- การดูดไขมันหน้าอกผู้ชาย เพื่อแก้ปัญหา Gynecomastia
หัวดูดไขมันปั้นสัดส่วน
(High Definition)
ออกแบบมาให้มีขนาดกำลังดี เพื่อดูดไขมันแบบเก็บสัดส่วนให้ออกมาคล้ายกล้ามเนื้อจริง – ช่วยสร้างไลน์กล้ามเนื้อ และเก็บรายละเอียดรูปร่างได้ดี
– ให้ผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติ
– ต้องใช้แพทย์ที่มีความชำนาญสูง
– อาจมีความเสี่ยงเรื่องความไม่เรียบของผิวหากทำผิดเทคนิค
– การดูดไขมันชั้นตื้น- การปั้นแต่งรูปร่างให้มีไลน์กล้ามเนื้อ
หัวดูดไขมันชั้นลึก
(Extraction)
ออกแบบมาเพื่อกำจัดไขมันหนาแน่นที่อยู่ในผิวชั้นลึก ให้ได้
ไขมันออกมาในปริมาณมาก
– ดูดไขมันได้ปริมาณมาก
– เหมาะกับการลดสัดส่วนบริเวณที่มีไขมันสะสมเยอะ
– อาจทำให้อักเสบมากกว่าหัวดูดชนิดอื่น เพราะต้องดูดไขมันออกมาเยอะ – การดูดไขมันเคสคนตัวใหญ่ ไขมันเยอะมาก ๆ
J Plasma ใช้พลังงานฮีเลียมพลาสมาร่วมกับพลังงานคลื่นความถี่วิทยุ กระชับผิว ณ อุณหภูมิ 85 องศาในระยะเวลา 0.04 วินาที – ใช้ร่วมกับการดูดไขมันแบบอื่น ๆ เพื่อกระชับผิว – แก้ปัญหาผิวหย่อนคล้องมากได้ดี ใบหน้าและลำตัว (ขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์) 30-60 นาทีต่อตำแหน่ง

ดูดไขมันตำแหน่งไหนได้บ้าง?

ตำแหน่งดูดไขมัน

การดูดไขมันสามารถทำได้หลายตำแหน่ง ได้แก่

การดูดไขมันหน้าท้อง

การดูดไขมันหน้าท้องเป็นจุดดูดไขมันที่ได้รับความนิยม เนื่องจากเป็นตำแหน่งที่มักมีการสะสมไขมันมากที่สุด โดยเฉพาะหลังการตั้งครรภ์หรือน้ำหนักขึ้นลงบ่อย ไขมันในส่วนนี้มักดื้อต่อการออกกำลังกายและควบคุมอาหาร

การดูดไขมันเหนียง

ไขมันใต้คางหรือ “เหนียง” ทำให้ใบหน้าดูอ้วนและอายุมากกว่าความเป็นจริง รวมถึงลดความคมชัดของกรอบหน้า ด้วยเหตุผลนี้จึงทำให้การดูดไขมันเหนียงเป็นตัวเลือกที่ได้รับความนิยมในหมู่ผู้เข้ารับบริการ เนื่องจากสามารถแก้ไขปัญหาได้ตรงจุดนั่นเอง

การดูดไขมันต้นแขน

การดูดไขมันต้นแขน เป็นอีกบริเวณที่ได้รับความนิยม เนื่องจากมักพบปัญหา “ปีกค้างคาว” ที่พบบ่อยในผู้หญิงวัยกลางคน ทำให้ไม่กล้าใส่เสื้อแขนกุดหรือเสื้อรัดรูป

การดูดไขมันต้นขา

การดูดไขมันต้นขา ช่วยแก้ปัญหาต้นขาได้เป็นอย่างดี เนื่องจากบริเวณนี้เป็นบริเวณที่มักพบปัญหาไขมันสะสมในผู้หญิง ทำให้เกิดการเสียดสีขณะเดินและส่งผลต่อการเลือกเสื้อผ้า การดูดไขมันช่วยบริเวณต้นขาจึงช่วยทำให้ขาเรียวสวยและสมส่วนขึ้น

การดูดไขมันเอว

เอวเป็นตำแหน่งที่สำคัญในการสร้างสัดส่วนที่สวยงาม โดยเฉพาะการสร้างเอวเอส (S-Line) หรือเอวคอด (Hourglass Shape) ในผู้หญิง การดูดไขมันเอวจึงช่วยเน้นสัดส่วนเว้าโค้งให้ชัดเจนและดูเป็นธรรมชาติ ทำให้สวมใส่เสื้อผ้าได้สวยงามและมั่นใจมากขึ้น 

การดูดไขมันสะโพก 

ไขมันบริเวณสะโพก เป็นจุดที่ทำให้เกิดปัญหา “สะโพกใหญ่” ในผู้หญิงโดยเฉพาะ ส่งผลให้การสวมใส่กางเกงหรือกระโปรงทำได้ยาก ทำให้จุดนี้เป็นอีกบริเวณที่ได้รับความนิยมในการดูดไขมัน

การดูดไขมันหลัง 

บริเวณหลังมักพบปัญหาไขมันสะสมเป็น “หนอก” หรือ “เบาะรถ” ซึ่งทำให้ดูอ้วนและไม่มั่นใจเวลาใส่เสื้อรัดรูป ทำให้เป็นอีกจุดที่ได้รับความนิยมในการดูดไขมัน

การดูดไขมันน่องขา

การดูดไขมันน่องขา เป็นอีกจุดที่ได้รับความนิยมในการรับทำหัตถการ เนื่องจากเป็นบริเวณที่เมื่อมีไขมันแล้วจะทำให้ขาดูใหญ่และไม่สมส่วน โดยเฉพาะในผู้หญิงที่ต้องการให้ขาเรียวสวย

การดูดไขมันหน้าอก

การดูดไขมันหน้าอกมักพบบ่อยในผู้ชายที่มีภาวะเต้านมโต (Gynecomastia) ทำให้ขาดความมั่นใจและไม่กล้าถอดเสื้อในที่สาธารณะ การดูดไขมันในบริเวณดังกล่าวจึงช่วยให้หน้าอกดูเป็นกล้ามเนื้อมากขึ้น

ใครที่เหมาะและไม่เหมาะกับการดูดไขมัน

คุณสมบัติของผู้ที่เหมาะสมสำหรับการดูดไขมันนั้นประกอบไปด้วย 

  • มีน้ำหนักตัวที่คงที่และสุขภาพร่างกายแข็งแรง
  • ควรมีไขมันส่วนเกินที่สะสมเฉพาะบางจุดที่ต้องการแก้ไข
  • ผิวหนังควรมีความยืดหยุ่นดี เพราะจะช่วยให้ผิวสามารถปรับตัวได้ดีหลังการดูดไขมัน

ในทางกลับกัน มีกลุ่มผู้ที่ไม่เหมาะสมกับการดูดไขมันที่ควรหลีกเลี่ยงการทำหัตถการนี้ ได้แก่ 

  • ผู้ที่มีโรคประจำตัวร้ายแรง โดยเฉพาะโรคหัวใจ
  • ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือด
  • สตรีที่อยู่ในช่วงตั้งครรภ์
  • ผู้ที่มีน้ำหนักขึ้นลงไม่คงที่ เนื่องจากอาจส่งผลต่อผลลัพธ์ในระยะยาวและความปลอดภัยในการทำหัตถการ
ดูดไขมันไม่ใช่การลดน้ำหนัก

ข้อดีและข้อเสียของการดูดไขมัน

การดูดไขมันมีข้อดีและข้อเสียดังนี้

ข้อดีของการดูดไขมัน

  • แก้ไขรูปร่างได้อย่างมีประสิทธิภาพ เห็นผลลัพธ์ชัดเจน
  • แผลเล็ก ฟื้นตัวเร็ว
  • ผลลัพธ์อยู่ได้นาน

ข้อเสียของการดูดไขมัน

  • ต้องพักฟื้น
  • อาจเกิดภาวะแทรกซ้อน
  • ไม่ใช่วิธีลดน้ำหนัก หากเป็นผู้ที่มีน้ำหนักเยอะ แนะนำให้ควบคุมน้ำหนักก่อน โดยสามารถเลือกใช้วิธีการที่เหมาะสมกับตนเองในการควบคุมน้ำหนักได้ เช่น การคุมอาหาร การออกกำลังกาย หรือการใช้ ปากกาลดน้ำหนัก เพื่อควบคุมความหิว ทำให้รับประทานอาหารเท่าที่จำเป็น เป็นต้น
  • อาจเกิดรอยบุ๋มหรือผิวไม่เรียบ

ความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ จากการดูดไขมัน

ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการดูดไขมันประกอบไปด้วย

  • การติดเชื้อจากการดูดไขมัน
  • เลือดออกผิดปกติ
  • ผิวหนังไม่เรียบ เกิดรอยแผลเป็น
  • มีอาการปวดบวมและการอักเสบ

การพักฟื้นหลังดูดไขมัน

ระยะเวลาพักฟื้นหลังดูดไขมันสามารถแบ่งออกได้ดังนี้

  • ระยะเวลา 1-2 วันแรก : ควรพักผ่อนเต็มที่
  • ระยะเวลา 1 สัปดาห์ : เริ่มทำกิจวัตรเบา ๆ ได้
  • ระยะเวลา 2-3 สัปดาห์ : พักฟื้นเต็มที่ สามารถกลับมาทำงานได้
  • ระยะเวลา 4-6 สัปดาห์ : สามารถออกกำลังกายเบา ๆ ได้
  • ระยะเวลา 3 เดือน : สามารถกลับมาใช้ชีวิตประจำวันตามปกติได้ทั้งหมด

การเตรียมตัวก่อน-หลังดูดไขมัน

การเตรียมตัวก่อนและหลังการดูดไขมันเป็นขั้นตอนที่สำคัญ เพื่อให้การทำหัตถการมีความปลอดภัยและได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด การทำความเข้าใจในเรื่องการเตรียมตัวก่อนการดูดไขมัน และการดูแลตัวเองหลังการทำหัตถการจะช่วยลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนและเร่งให้การฟื้นฟูดีขึ้น โดยมีรายละเอียดดังนี้

การเตรียมตัวก่อนดูดไขมัน

  1. ควรตรวจสุขภาพ รวมถึงแจ้งแพทย์เรื่องโรคร้ายแรงหรือโรคประจำตัวโดยละเอียด
  2. งดสูบบุหรี่ก่อนการผ่าตัดประมาณ 6 สัปดาห์เพื่อป้องกันภาวะขาดเนื้อเยื่อมาเลี้ยง
  3. งดยาต้านการแข็งตัวของเลือด รวมถึงงดยาบำรุง ยาสมุนไพรบางชนิดที่มีผลหลังผ่าตัด เช่น ยาแก้ปวด ยาแอสไพริน
  4. งดอาหารและน้ำก่อนผ่าตัด
  5. หากเป็นผู้หญิง ควรหลีกเลี่ยงการดูดไขมันในช่วงมีประจำเดือน

การเตรียมตัวหลังดูดไขมัน

  1. รับประทานยาบรรเทาอาการปวดและประคบเย็นหลังผ่าตัดเพื่อทุเลาอาการให้ดีขึ้น
  2. สวมชุดกระชับในบริเวณที่ทำการรักษา เพื่อช่วยกระชับกล้ามเนื้อและลดอาการบวม
  3. หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนักเพื่อป้องกันแผลฉีกขาด
  4. ในระยะยาวควรควบคุมอาหารและออกกำลังกายสม่ำเสมอเพื่อให้รูปร่างคงที่

ดูดไขมันที่ไหนดี? วิธีการเลือกคลินิกดูดไขมัน

ในการเลือกใช้บริการดูดไขมัน ปัจจัยในการเลือกคลินิกก็ถือเป็นอีกเรื่องที่ควรให้ความสำคัญ โดยมีเกณฑ์ในการเลือกพิจารณาดังนี้

  1. สถานที่ในการดูดไขมันควรได้รับมาตรฐาน
  2. แพทย์มีใบอนุญาตและความเชี่ยวชาญ
  3. มีอุปกรณ์และเทคโนโลยีที่ทันสมัย
  4. มีประวัติคนไข้ รวมถึงรีวิวที่น่าเชื่อถือ

ดูดไขมันราคาเท่าไหร่

ราคาการดูดไขมันที่ AMARA มีความแตกต่างกันตามปัจจัยต่าง ๆ ดังนี้

  • บริเวณที่ทำและจำนวนตำแหน่ง :  ตำแหน่งเดียว เริ่มต้น 35,000 บาท ในขณะที่หลายตำแหน่ง เริ่มต้น 50,000 – 150,000 บาท
  • ปัจจัยที่มีผลต่อราคา : ปริมาณไขมันที่ต้องการดูด เทคโนโลยีที่เลือกใช้ ความยากง่ายของตำแหน่งที่ทำ และความซับซ้อนของกรณีผู้ป่วย (เช่น เคยผ่าตัดมาก่อน)

อย่างไรก็ตาม ขอแนะนำให้นัดปรึกษาแพทย์เพื่อรับการประเมินและรับทราบราคาที่แน่นอน เนื่องจากแต่ละบุคคลมีความต้องการและสภาพร่างกายที่แตกต่างกัน

ขั้นตอนการดูดไขมัน

สำหรับขั้นตอนการดูดไขมัน มีขั้นตอนที่ควรรู้ดังนี้

1. ปรึกษาแพทย์และวางแผน

แพทย์จะทำการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และประเมินสภาพผิวและชั้นไขมัน พร้อมรับฟังความต้องการ เพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสมที่สุด รวมถึงเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะกับสภาพร่างกายและเป้าหมายที่ต้องการ

2. เตรียมร่างกาย

งดอาหารและน้ำอย่างน้อย 6 ชั่วโมงก่อนทำหัตถการ งดยาต้านการแข็งตัวของเลือดและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่อาจมีผลต่อการแข็งตัวของเลือด 2 สัปดาห์ งดสูบบุหรี่และแอลกอฮอล์อย่างน้อย 1 สัปดาห์ก่อนทำ

3. ให้ยาสลบหรือยาชา

แพทย์จะเลือกวิธีที่เหมาะสม โดยอาจเป็นยาชาเฉพาะที่หรือการดมยาสลบ ขึ้นอยู่กับขนาดพื้นที่และปริมาณไขมันที่ต้องการดูด

4. ฉีดน้ำยา tumescent

ฉีดน้ำยาพิเศษที่ประกอบด้วยยาชา น้ำเกลือ และยาหดหลอดเลือดเข้าสู่ชั้นไขมัน เพื่อลดความเจ็บปวด ลดการสูญเสียเลือด และช่วยให้ไขมันแยกตัวได้ง่ายขึ้น การฉีดจะทำอย่างทั่วถึงในบริเวณที่จะทำการดูดไขมัน

5. ทำการดูดไขมัน

แพทย์จะใช้เทคโนโลยีที่เลือกไว้ในการสลายและดูดไขมันออก โดยสอดแคนนูลาผ่านรูเปิดขนาดเล็ก 2-3 มิลลิเมตร เพื่อให้เกิดแผลเป็นน้อยที่สุด ระหว่างทำจะมีการวัดปริมาณไขมันที่ดูดออกและปรับแต่งรูปร่างให้เป็นธรรมชาติ

6. ปิดแผลและใส่ผ้ากระชับ

เมื่อดูดไขมันเสร็จ แพทย์จะปิดแผลด้วยวิธีพิเศษที่ช่วยให้แผลเป็นเล็กที่สุด จากนั้นจะสวมชุดกระชับพิเศษที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ เพื่อลดการบวม ช่วยให้ผิวกระชับ และป้องกันการเกิดรอยย่น ผู้เข้ารับการรักษาจะต้องสวมชุดกระชับนี้ต่อเนื่องตามระยะเวลาที่แพทย์กำหนด

ผลลัพธ์ของการดูดไขมัน

การดูดไขมันเป็นการปรับรูปร่างที่ให้ผลลัพธ์อย่างเป็นระบบ โดยจะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจนในช่วง 3-6 เดือนหลังทำหัตถการ เมื่อการบวมลดลงและเนื้อเยื่อปรับตัวสมบูรณ์ รูปร่างจะกระชับขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากการกำจัดเซลล์ไขมันออกอย่างถาวร ทำให้บริเวณที่ได้รับการรักษามีการสะสมไขมันน้อยลงแม้น้ำหนักจะเพิ่มขึ้นในอนาคต นอกจากนี้ ผิวหนังจะค่อย ๆ ปรับตัวจนเรียบเนียนขึ้น และที่สำคัญคือสัดส่วนโดยรวมของร่างกายจะมีความสมดุลมากขึ้น ส่งผลให้การแต่งกายทำได้ง่ายและมั่นใจมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การรักษาผลลัพธ์ในระยะยาวจำเป็นต้องควบคุมน้ำหนักและดูแลสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ

รีวิวดูดไขมันที่ AMARA

FAQ เกี่ยวกับการดูดไขมัน

การดูดไขมันไม่ใช่วิธีลดน้ำหนัก แต่เป็นการปรับรูปร่างให้ได้สัดส่วน น้ำหนักอาจลดลงเล็กน้อยตามปริมาณไขมันที่ดูดออก

ควรทำความสะอาดแผลและเปลี่ยนผ้าพันแผลทันทีเมื่อเปียกชื้น พร้อมสวมชุดกระชับตลอดเวลา

ผลลัพธ์สามารถอยู่ได้ถาวรหากรักษาน้ำหนักให้คงที่และมีพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ดี

การดูดไขมันในผู้ชายมีความแตกต่างกับการดูดไขมันในผู้หญิงเรื่องตำแหน่งที่นิยมทำและความหนาของชั้นไขมัน แต่เทคนิคการทำพื้นฐานเหมือนกัน

การดูดไขมันเป็นการศัลยกรรมอย่างหนึ่ง ซึ่งอาจไม่รวมอยู่ในประกันสุขภาพหรือประกันชีวิต แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของประกันที่เราทำเอาไว้ ว่าการศัลยกรรมอยู่รวมในเงื่อนไขประกันหรือไม่

ไม่เหมือนกัน เนื่องจากสรีระของผู้ชายและผู้หญิงนั้นแตกต่างกัน แต่ชุดกระชับสัดส่วนจะถูกออกแบบมาเพื่อกระชับรูปร่างโดยเฉพาะอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องกังวลว่า ผู้ชายใส่ชุดกระชับแล้วจะทำให้หุ่นผิดปกติไป

การนวดนั้นสำคัญอย่างมากหลังดูดไขมัน เพราะนอกจากจะช่วยกระชับสัดส่วน ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนและการฟื้นตัว ยังช่วยลดโอกาสการเกิดก้อนน้ำ Seroma ซึ่งจะไม่สามารถสลายได้เองหากไม่ใช้เครื่องนวดที่มีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ไม่ควรนวดตัวหลังดูดไขมันเอง เพราะอาจทำให้ติดเชื้อ หรือเสี่ยงอักเสบกว่าเดิมได้

จะต้องนวดต่อเนื่องประมาณ 5-10 ครั้งขึ้นไป ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายและการฟื้นตัวของแต่ละคน

จะต้องนอนหงายไปก่อนในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก ไม่แนะนำให้นอนตะแคงเพราะอาจจะทำให้แผลผ่าตัดอักเสบ และทำให้สัดส่วนออกมาผิดจากแผนการดูดไขมันได้

สำหรับเคสที่ใส่ชุดกระชับหลังดูดไขมันแล้วมีอาการคัน อาจเกิดจากการมีเหงื่อออกมาใต้ร่มผ้า แนะนำให้เตรียมชุดกระชับไว้อย่างน้อย 1-2 ชุดเพื่อให้มีเวลาซักทำความสะอาดและสับเปลี่ยนใส่ แต่ในกรณีที่คันเพราะผิวแห้งมาก แนะนำให้ดื่มน้ำให้เพียงพอ ไม่ควรรีบใช้ผลิตภัณฑ์เพิ่มความชุ่มชื้น เพราะอาจกระทบกับแผลหรือผิวบริเวณที่ดูดไขมันได้

สรุปบทความ

การดูดไขมัน (Liposuction) เป็นหนึ่งในหัตถการศัลยกรรมที่ได้รับความนิยมสำหรับการกำจัดไขมันส่วนเกินออกจากร่างกาย โดยใช้เครื่องมือพิเศษสอดผ่านรูเปิดขนาดเล็กเพื่อดูดไขมันออก วิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีไขมันสะสมเฉพาะจุดที่ไม่สามารถกำจัดได้ด้วยการออกกำลังกายหรือควบคุมอาหาร โดยสามารถทำได้หลายตำแหน่ง เช่น ท้อง เหนียง ต้นแขน ต้นขา เอว สะโพก หลัง น่อง และหน้าอก ทั้งนี้ผลลัพธ์ของการดูดไขมันจะเริ่มเห็นชัดเจนในช่วง 3-6 เดือนหลังทำหัตถการ เมื่อการบวมลดลงและเนื้อเยื่อปรับตัวสมบูรณ์ โดยผลลัพธ์สามารถอยู่ได้ถาวรหากมีการดูแลรักษาสุขภาพอย่างต่อเนื่อง ควบคุมน้ำหนัก และออกกำลังกายสม่ำเสมอ 

หากกำลังมองหาผู้เชี่ยวชาญที่ตอบโจทย์การดูดไขมัน ที่ AMARA พร้อมให้บริการดูดไขมันด้วยเทคโนโลยีทันสมัยที่หลากหลาย พร้อมด้วยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมให้คำปรึกษาและประเมินร่างกายเพื่อเลือกการดูดไขมันที่ตอบโจทย์ที่สุด

ขอขอบคุณข้อมูลจาก https://www.plasticsurgery.org/cosmetic-procedures/liposuction

ปรึกษาแพทย์ ฟรี!

ลงทะเบียน คลิกที่นี่

สอบถามโปรโมชั่น LINE: @amaraclinic
หรือคลิกลิงค์นี้ได้เลย : https://lin.ee/801MUsB

ติดต่อเบอร์โทร : 

062-789-1999

⇒ สาขา รัชโยธิน กด 1
⇒ สาขา ราชพฤกษ์ กด 2

ลงทะเบียนปรึกษาฟรี!


              บทความนี้ จัดทำขึ้นโดย Amara Clinic (เอมาร่า คลินิก) ขอสงวนสิทธิ์ในการห้ามมิให้ผู้ใดใช้ประโยชน์ คัดลอก ทำซ้ำ หรือเผยแพร่บทความนี้ในนามอื่น (ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหา, ข้อมูลทั้งหมด หรือบางส่วนก็ตาม) โดยไม่ได้รับอนุญาต หากพบเจอจะถูกดำเนินการตามกฎหมาย